ร้าน100เยน...ทางออกในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ

ตามตะวัน

 

   เมื่อไม่นานมานี้ ข่าวการเปิดตัวร้าน100เยนของบริษัทไดโซ ซังเงียว จำกัด (Daiso)  ที่สยามก็ดัง

มาถึงญี่ปุ่น อีกไม่นานก็คงมีร้านลักษณะเดียวกันผุดตามกันขึ้นมาเป็นดอกเห็ดอย่างไม่ต้องสงสัย เหมือนกับร้านทุกอย่าง199ในปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคโดยเฉพาะสาวๆนักช็อปทั้งหลาย

อย่างแน่นอน ก็ใครบ้างล่ะทีจะไม่ชอบของถูก  ส่วนคราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้าร้านร้อยเยนในญี่ปุ่นมี

ความเป็นมาอย่างไร และปัจจุบันร้านร้อยเยนในญี่ปุ่นนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

 

เมื่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเริ่มถดถอยลง ขณะที่ธุรกิจด้านอื่นนั้นพลอยแย่ไปตามๆกัน ก็คงมีแต่

ธุรกิจร้านร้อยเยน ที่ยังคงได้กำไรและมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ  จากการทำสำรวจ

เกี่ยวกับการใช้บริการร้าน100เยนในญี่ปุ่นของบริษัทเดนทสึพบว่าจากกลุ่มแม่บ้าน100คน มากกว่า80%

นั้นนิยมไปร้าน100 เยน 

 

ปัจจุบันบริษัทที่ทำธุรกิจร้านร้อยเยนนั้นกล่าวกันว่ามีมากกว่า20บริษัท และมีสาขาอยู่ทั้งประเทศ

มากกว่า3000แห่ง สำหรับบริษัทใหญ่ๆที่ดำเนินธุรกิจร้าน100เยนในญี่ปุ่นนั้นก็ได้แก่

1.บริษัทไดโซ ซังเงียว จำกัด (Daiso)  

2. บริษัทแคนดู จำกัด(Can Do)

3. บริษัทSeriaจำกัด(Shop One-oh-oh)

4. บริษัทO3(100Yen Shop Shiruku)

5. บริษัทWatts

โดยมีบริษัทไดโซเป็นยักษ์ใหญ่ที่สุด มีสาขาทั่วประเทศมากกว่า1700แห่ง มีส่วนแบ่งในตลาด

ธุรกิจร้าน100เยน60-70% ในปี2001บริษัทไดโซทำกำไรได้มากกว่า2000ล้านเยนเลยทีเดียวและ

ในปีเดียวกันนั้นบริษัทแคนดู ยังได้นำธุรกิจร้าน100เยนก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นแห่งแรกอีกด้วย

 

ขณะนี้ไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นเท่านั้นแต่ร้าน100เยนนี้ ยังได้รับความนิยมขยายไปยังประเทศต่างๆมาก

มาย อาทิ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮาวาย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บราซิล เวียดนาม

อินโดนีเซีย ฮ่องกง จีน ไต้หวัน รัสเซีย เป็นต้น สำหรับในฮ่องกง และจีนนั้นราคา100เยนออกจะแพง

ไปสักหน่อย จึงได้ปรับราคาลงมาเป็น 10ดอลล่าห์ฮ่องกง และ สิบสองหยวนในจีน

 

ถ้าถามว่า100เยนสำหรับคนญี่ปุ่นนั้นมีมูลค่าเทียบเท่ากับอะไรนั้น ก็คงเทียบได้กับห้าบาทสิบบาท

ในเมืองไทย  ที่มาของร้าน100เยน หรือ 100~VbviHyaku-en shopjนั้นมีอยู่หลากหลาย

ความคิดเห็นด้วยกัน บ้างก็กล่าวกันว่าพัฒนามาจาก ร้านทุกอย่าง50เซนในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่

สอง แล้วก็เพิ่มราคามาเรื่อยๆจาก50เซน เป็น10เยน, 30เยน, 80เยนและกลายมาเป็น100เยนอย่างใน

ปัจจุบัน ตามค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็ว่ามาจากการที่นำเอาเชือกยาว30เมตรที่ขายอยู่ในราคา

300เยน ซึ่งก็มากเกินความจำเป็นสำหรับใช้เฉพาะในบ้าน มาตัดแบ่งออกเป็น3ส่วน ขายในราคา100

เยนแทน  แล้วเกิดขายดีเป็นเทน้ำเทท่าขึ้นมา ทำให้เจ้าของร้านเกิดความคิดที่จะขายของอย่างอื่น

ในแบบเดียวกัน บ้างก็ว่าพัฒนามาจากการทำโปรโมชั่นซุ้มสินค้าลดราคาที่ทำกันอยู่ทั่วไปตามซุปเปอร์

มาร์เก็ต เริ่มจากเป็นซุ้มก่อน แล้วหลังจากนั้น  ก็เริ่มทำจริงจังขึ้นเป็น discount store เลียนแบบการ

ตั้งชื่อมาจาก convenience store แต่ถ้าเป็น discount store คนซื้อเองก็ยังไม่รู้ทันทีว่าลดราคาแล้ว

เหลือเท่าไหร่ เลยมีการพัฒนาให้ดึงดูดใจลูกค้ายิ่งขึ้น โดยตั้งชื่อร้านด้วยราคาของ แทนที่จะเป็นชื่อ

ร้านตามของที่ขาย อย่างร้านขายยา ร้านขายปลา อย่างที่ตั้งกันมาแต่เดิม ซึ่งแสดงถึงความเปลี่ยน

แปลงของลักษณะการขายของ จาก gขายอะไรh เป็นgขายอย่างไรh ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ตามปกติการตั้งราคาของในร้านนั้น ส่วนใหญ่ตามร้านค้าต่างๆจะขายของตามราคาที่ผู้ผลิตเป็นคน

กำหนด แต่สำหรับร้านร้อยเยนแล้วนั้น เนื่องจากเวลาสั่งของจะสั่งมาไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการสั่ง

แต่ละครั้งอาจถึงแสนชิ้น จึงทำให้ต้นทุนของนั้นถูกลง ทางบริษัทก็สามารถกำหนดราคาสินค้าได้ด้วย

ตนเอง แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมเสี่่ยงกับการสั่งของมามากเกินไปด้วย และเนื่องจากการที่ต้องสั่งจองของเป็น

จำนวนมาก ทำให้ต้องสั่งทำก่อนล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งปี ถึงสองปี เพราะฉะนั้นถ้าของในร้านหมด เราก็

อาจจะต้องรอกันไปอย่างไม่มีกำหนดว่าเมื่อไหร่ของจะเข้ามาอีก

 

ในอดีต เราอาจจะมองว่าของถูกนั้นหาดียาก แต่ปัจจุบัน เมื่อมีคนทำธุรกิจร้าน100เยนเพิ่มมากขึ้น

 อัตราการแข่งขันก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้แต่ละบริษัทพยายามพัฒนาคุณภาพสินค้า และความหลากหลาย

ของสินค้าให้มากขึ้น เพื่อให้ร้าน100เยนมีภาพลักษณ์ที่ดี มีของดีราคาถูก

 

ตามปกติร้าน100เยนทั่วไปนั้นจะมีสินค้าประมาณ5000ถึง6000ชนิด ถ้าเป็นร้านใหญ่ๆนั้นจะมีมาก

กว่าหมื่นอย่างเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นแค่เดินดูของที่มีอยู่ละลานตาในร้านก็สนุกแล้ว คนที่เข้าไปในร้าน

100เยนเองก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีของอะไรบ้าง แต่ยังไงก็ลองเข้าไปสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร เพราะ

ถูกดี เผื่อมีอะไรดีๆ อีกอย่างหลายๆคนคงยอมรับว่าการช็อปปิ้งนั้นเป็นการคลายเครียดอย่างหนึ่ง แทนที่

จะไปร้านแพงๆ ก็ไปร้านร้อยเยนนี่แหล่ะ เพียงห้าร้อยเยนก็ได้ของถึงห้าชิ้น และถ้าจ่ายพันเยนก็ได้ของ

ถึงสิบชิ้น เมื่อได้ของมาเป็นชิ้นเป็นอันก็ทำให้เราพอใจได้แล้ว หรือไม่ก็สามารถเพลิดเพลินกับการ

ช็อปปิ้งและสนุกกับการเล่นเกมส์แข่งกันว่าใครจะหาของได้ประหลาดที่สุดไปด้วยเป็นอันสนุกสนานไป อีกแบบ

 เพราะในร้านร้อยเยนนั้นมีผลิตภัณฑ์แปลกๆที่ทำมาเพื่อ

อำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย อย่างที่ตัวเองเคยซื้อมาเล่นๆ

ก็มี ที่ตัดไข่ให้เป็นริ้วๆ สำหรับใส่สลัด มีดเจาะเอาเฉพาะใจกลาง

ของแอปเปิ้ล(ซึ่งจริงๆเจาะไม่ค่อยเข้าเท่าไหร่กว่าจะออกมาใช้

เวลานานมาก) เป็นต้น  และก็มีหลายครั้งทีเดียวที่เห็นของใน

ร้านร้อยเยนแล้วรำพึงกับตัวเองว่า gนี่ขายแค่100เยนจริงๆหรอ

เนี่ยh เพราะบางอย่างถ้าซื้อตามห้างแล้ว ของเหมือนกันเลยแต่

ราคาแพงกว่าถึงหลายเท่า บางคนจึงมีความสุขเล็กๆน้อยๆเวลา

เจอของดีๆ พอเอาไปอวดเพื่อน gนี่เธอคิดว่าของชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่h แล้วไม่มีคนดูออกว่ามันมาจาก

ร้่าน100เยน

 

    สินค้าในร้าน100เยนนั้นมีอะไรบ้างนั้น ถ้ายกตัวอย่างจากร้านDaisoที่ตัวเองก็เป็นแฟนประจำนั้น

ทั้งตึกมี4ชั้น เริ่มจากชั้นล่างสุดจะเป็นของเล่นสำหรับงานปาร์ตี้ต่างๆ ของกิน ขนม เครื่องดื่ม อุปกรณ์

พวกสำลี พลาสเตอร์ทั้งหลาย และพวกอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า ชั้นสองเป็นเครื่องเขียน อุปกรณ์

สำนักงาน ของแต่งบ้านจุกจิก เครื่องแก้ว และเครื่องสำอางค์(มีทุกอย่างจริงๆ)  ชั้นสามจะเป็นชุด

เครื่องครัว เซรามิค หาอุปกรณ์ได้ทุกอย่างตามที่ท่านต้องการ อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในห้องน้ำ เครื่อง

มือตัดเย็บ อุปกรณ์ทำความสะอาด ไปจนถึงชุดชั้นใน ส่วนชั้นบนสุดจะเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติก (ไม้

แขวนเสื้อ กล่องข้าว กล่องพลาสติกใส่ของทุกขนาด) และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการทำสวน เมื่อใน

ร้านมีของมากมายขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนเพศไหน วัยไหนก็มาเดินดูของได้อย่างไม่เบื่อ

 

นอกจากจะพยายามหาสินค้ามาไว้ในร้านให้มาก

ชนิดพอกับความต้องการของลูกค้าแล้ว ร้าน100เยนยัง

ต่างพยายามหากลยุทธ์ต่างๆมาสู้กันอย่างไม่หยุด

ยั้ง อาทิเช่น พยายามจัดหาสินค้าชนิดเดียวกัน แต่

ต่างสีต่างแบบมารวมไว้ให้มากที่สุด ด้วยราคาที่แสน

จะถูกจึงทำให้คนซื้อนั้น ไม่ต้องลังเล ในการที่จะหยิบของสีอื่นหรือแบบอื่นติดมือไปด้วย

@

   ในภาพนี้คือไอเดียของ100Yen Shop Shirukuที่ทำ

สินค้าทุกอย่างให้มี 8สีให้เลือก

@

 
    ร้าน100เยนแต่ละร้าน พยายามสร้างจุดเด่นให้กับตนเอง

อย่างเช่น เน้นของประดับตกแต่งบ้านเป็นพิเศษสำหรับคนที่

ชอบตกแต่งบ้าน เน้นอุปกรณ์ทำขนมที่ปกติจะมีราคาแพงมาก

หรือเน้นอุปกรณ์จำพวกDo It Yourself เพื่อเป็นการเรียกลูกค้าที่มีความสนใจในด้านนั้นๆมาเป็น

ลูกค้าประจำ  และแต่ละร้านยังพยายามประชาสัมพันธ์ตัวเองโดยการเป็นสปอนเซอร์ให้กับรายการแต่ง

บ้านทั้งหลาย ซึ่งเป็นรายการโปรดของคุณแม่บ้าน มีการสอนการนำอุปกรณ์ต่างๆที่หาได้ในร้าน100เยน

มาใช้อย่างไร ให้จัดบ้านได้อย่างมีระเบียบ หรือนำมาประดิษฐ์เป็นของเก๋ตกแต่งบ้านในแบบต่างๆ

 และในปัจจุบันยังมีหนังสือเกี่ยวกับการตกแต่งบ้านด้วยของร้าน100เยนออกมาอย่างเป็นจริงเป็นจังอีก

หลายเล่มอีกด้วย  

ตัวอย่างหนังสือแต่งบ้านด้วยของจากร้าน100เยน

 

 จากความนิยมร้าน100เยนนี้ ก็ทำให้ปัจจุบันOne Price Shopมีความหลากหลายมากขึ้น มีร้าน88

เยนหรือร้าน99 เยน หรูขึ้นมาหน่อยก็เป็น300เยน หรือ1980เยน เพิ่มมากขึ้นแต่ก็ยังคงไม่มีร้านไหนได้

รับความนิยมเทียบเท่ากับร้าน100เยนอย่างในทุกวันนี้ และนอกจากนี้ก็ยังมีกิจการซุปเปอร์มาร์เกตขาย

ของสด100เยนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

   แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ว่าร้าน100เยนจะไม่มีข้อเสียเลย อย่างเรื่องคุณภาพ ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนา

แข่งขันด้านคุณภาพเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีบ้างที่ซื้อมาแล้วของใช้ไม่ได้ อย่างเช่น ไฟฉายซื้อมาแล้ว

ไม่ติดบ้าง นาฬิกาปลุก เข็มยาวเดินไปแค่ถึงเลขหก แล้วก็ยกแขนไม่ขึ้นอีกเลยบ้าง ถ่านไฟฉายบาง

ครั้งก็หมดเร็วกว่าถ่านไฟฉายทั่วไป สบู่ก็กลิ่นออกจะประหลาดๆบ้าง เป็นต้น และเพราะความถูกของ

ของในร้าน จึงทำให้เราใจง่าย บ่อยครั้งที่คิดว่า gซื้อไปเหอะ ถูกจะตายเดี๋ยวสักวันคงได้ใช้แหล่ะh ทำให้

บางทีซื้อของฟุ่มเฟือยมามากเกินจำเป็นไปมาก บางครั้งถ้าเราไปลองเดินหาซื้อของบางอย่างตาม

ซุปเปอร์เราอาจจะได้ราคาที่ถูกกว่า อย่างพวกขนมต่างๆ หรืออย่างสก็อตเทป ถ้าซื้อ2ม้วนจากร้าน100

เยน ก็200แล้ว แต่ถ้าบางครั้งไปซื้อตามร้านเครื่องเขียน 140เยนอาจได้ถึง5ม้วนเลยก็มี และเพราะของ

ราคาถูกนี้เองจึงทำให้เรายิ่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองมากขึ้น อย่างของบางอย่างพอเริ่ม

เก่านิดนึง พอซ่อมได้ แทนที่จะซ่อมเราก็โยนทิ้งไปเลย ซื้อใหม่ง่ายกว่าเป็นต้น

 

นอกจากนี้ ร้าน100เยนขวัญใจคนยากยังไม่ค่อยเป็นที่ต้องการนักของแหล่งชุมชนหรูๆ เคยมีร้าน

100เยนร้านหนึ่ง ลงทุนเช่าที่ถึงเดือนละ20ล้านเยน และทำยอดขายได้ถึง80ล้านเยน แต่กระนั้นก็

ตามภายหลังก็ถูกเชิญออกไปจากที่นั่น เพราะร้าน100เยนนั้นมาทำให้เสียอิมเมจความหรูหราของแหล่ง

นั้นไป และถ้าสังเกตดีๆตามห้างหรูๆก็จะไม่ยอมให้มีร้าน100เยนด้วยเหตุผลเดียวกัน

 

สำหรับผู้ที่ต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับร้าน100เยนก็เข้าไปดูได้ตามWebsite นี้นะคะ

http://www.daiso-sangyo.co.jp

http://www.newlife.co.jp/c_biz012.html

http://www.cando-web.co.jp

http://www.nikkei4946.com/today/0109/13.html

http://www.din.or.jp/~ninegate/Sinfo/Htms/100shop/100shop.htm

http://www.dentsu.co.jp/trendbox/topics/2001/010419.html